สถิติ
เปิดเมื่อ10/12/2013
อัพเดท25/01/2019
ผู้เข้าชม100659
แสดงหน้า229539
เมนู
สินค้า
บทความ
บทความทั่วไป
เทคนิคเด็ด 10 ข้อช่วยประหยัดน้ำมันของชาวญี่ปุ่น
จำให้แม่น! วิธีเอาตัวรอดเมื่อรถจมน้ำ เพิ่มโอกาสรอดได้จริง
อยากเป็นนายหน้า อาชีพเสริมจับเสือมือเปล่า ไม่ใช้เงินลงทุน
5 เรื่อง ที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถยนต์
วิธีง่ายๆ ไม่กี่คลิก! ซื้อประกันภัยผ่านเว็บไซต์
8 วิธีประหยัดเงิน ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์
รถบ้านติด “โรลล์บาร์” ผิดกฎหมายหรือไม่
ไฟหน้ารถมีกี่แบบ? แบบไหนถึงจะดีที่สุด?
แนะนำ 5 สถานที่ต่อภาษีรถยนต์โดยไม่ต้องไปขนส่ง
เหนื่อย 3 ปี HAPPY ชั่วโคตร กับศรีกรุงโบรคเกอร์
เติมน้ำมันผิด! เบนซิน หรือ ดีเซล เสียหายหนักกว่ากัน
เครื่องยนต์ " โอเวอร์ฮีท " เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด ??
เลขทะเบียนรถสวย จองได้ภายใน 5 นาที
นโยบายใหม่ปีนี้! เที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้
“กรมขนส่งฯ” ลั่น เพิ่ม 5 โรคห้ามขับรถ ไม่อนุญาตให้มีใบขับขี่
ไขข้อข้องใจ ถุงลมนิรภัยจะทำงานหรือไม่ ? ถ้าเราไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
ลงดินน้ำมันรถ มีประโยชน์ต่อสีรถอย่างไรกับเรื่องที่หลายคนไม่รู้
ควรทำอย่างไร...เมื่อยางระเบิดขณะขับรถ
5 สิ่ง ที่ควรมี ก่อนอายุ 30 ปี ถ้าไม่อยากลำบากตอนแก่ ต้องอ่าน
ค่าขาดประโยชน์ เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนไม่ทราบเกี่ยวกับการประกันภัย
รถอายุเกิน 7 ปี ต้องต่อภาษีอย่างไร
เป็นฝ่ายผิดแต่รถไม่มีประกัน คู่กรณีมีประกันชั้น 1 ทำอย่างไร
รถหายในห้าง แต่ไม่แจกบัตร ใครต้องรับผิดชอบ
รู้ทันพนักงานเคลม
ใบขับขี่หมดอายุแล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันจ่ายหรือไม่
หนูกัดสายไฟเครื่องยนต์เคลมประกันชั้น 1 ได้หรือไม่?
รถเก่าเกิน 7 ปี ทำประกันแบบไหนดีที่สุด
รอยขนแมวบนตัวถังรถเกิดจากอะไร
การแจ้งไม่ใช้รถต้องทำอย่างไรบ้าง
เทคนิคปรับกระจกมองข้างให้เห็นด้านหลังชัดเจนที่สุด
ติดตั้งชุดแต่งรถ ต้องแจ้งบริษัทประกันหรือไม่
เติมน้ำมันแบบไหน จึงจะคุ้มที่สุด
สูตรลับ ทางลัด สำเร็จได้ใน 3 ปี ไม่มีที่ไหนบอก มาบอกที่นี่
สมัครขายประกันภัยรถยนต์ กับศรีกรุงโบรคเกอร์ได้อะไร
6 เทคนิคการทำธุรกิจประกันวินาศภัยให้ประสบความสำเร็จ
คนมีรถ ฟังไว้! ขับรถไม่มี พ.ร.บ. มีโทษปรับด้วยนะ!
4 ธุรกิจลงทุนน้อย กําไรสูง
ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด
อ้างไม่รู้ไม่ได้! 10 กฎหมายรถยนต์ต้องรู้ เพื่อความอยู่รอดบนท้องถนน
โอนรถ..โอนลอย ใช้เอกสารอะไรบ้าง
ศัพท์ประกันน่ารู้ " เบี้ยประกันภัย " คืออะไร ?
ไฟไหม้ ไม่มี ประกันภัย รัฐช่วยได้เท่าไร
" ประกันอัคคีภัย " ประกันภัยที่คนมองข้าม
ชนปุ๊บ - เคลมปั๊บ รู้ทัน! กลเกมประกันภัยรถยนต์
Look back การสร้างรายได้ 2 ล้าน ภายใน 17 เดือน ของ ทิพย์วิจิตร
ครั้งแรกกับการเปิดใจของ 2 สุดยอดนักขาย
1 ปี 11 เดือน รับรายได้รวม 2 ล้าน
จากความคิดที่อยากจะมีรายได้เสริม
ปฎิทิน
August 2019
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
    
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31




5 เรื่อง ที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถยนต์

อ่าน 259 | ตอบ 0
          การซื้อ “รถคันแรก” อาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครหลายๆคน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในยามเดินทางแล้ว มันยังเป็นทรัพย์สินที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเชิดหน้าชูตาได้ด้วยความภูมิใจ เพราะเงินที่ซื้อรถส่วนใหญ่ มาจากเงินที่ตนเองเก็บหอมรอมริบ ตั้งใจทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรง เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ

ความฝันที่อยากจะมีรถจึงไม่เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่รู้จัก “การวางแผน”

        เพราะการวางแผนจะทำให้เรา “รู้ตัว” ว่าความจำเป็นในการซื้อรถนั้นมีมากน้อยขนาดไหน ซึ่งด้วยวัตถุประสงค์นี้จะทำให้รถกลายเป็น “สินทรัพย์” ที่ช่วยเพิ่มรายได้และผลประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย รวมถึง “รู้ตัว” ว่าต้องมีแผนการในการซื้อรถอย่างไร จะทำให้เราจัดการเงินบนหน้าตักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         แต่บนโลกนี้ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ทำอะไรโดยไม่รู้จักการวางแผนอยู่ ซึ่งมันจะเกิดปัญหาที่จุกจิกอย่างแน่นอน ก่อนที่จะเจ็บตัวเพราะปัญหาต่างๆ เรามี   “5 เรื่อง ที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถยนต์” มาฝาก อ่านให้ครบ แล้วคุณจะจบกับทุกปัญหาที่จะตามมา

1. รู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อรถ

          สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งแรก ก่อนการตัดสินใจซื้อรถ คือ เราต้องรู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อ รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่จะอยู่กับเรานานกว่า 1 ปี มันช่วยสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับผู้ซื้อ ทั้งเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง ความจำเป็นในหน้าที่การงาน ขนส่งสินค้า เป็นต้น

          ถ้าเรารู้ความจำเป็นในการซื้อรถแล้ว เราก็สามารถเลือกรถได้ตรงตามความต้องการ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และช่วยสร้างความคุ้มค่าให้กับเงินที่เสียไปของเรา แค่นี้ก็สบายใจไปเปราะนึงแล้ว

          ฉะนั้นคนที่มีเป้าหมายจะซื้อรถมาใช้ในระยะสั้น ซื้อมาขับเท่ๆแล้วใช้ไม่เต็มสมรรถนะ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะซื้อเลย ขอให้ลองทบทวนดูใหม่นะ

2. รู้สถานะทางการเงินของตัวเองในปัจจุบัน

           เช็คสถานะทางการเงินเบื้องต้นของตัวเองให้ดี ว่ามีเงินพร้อมที่จะดาวน์รถเท่าไหร่? มีเงินเดือนมากพอสำหรับผ่อนรถและใช้จ่ายในส่วนต่างๆหรือยัง? และสถานะของตัวเองเหมาะกับรถยนต์ราคาเท่าไหร่? เป็นต้น

          สภาพของมนุษย์เงินเดือน 20,000 บาท ที่มีค่าผ่อนรถและดอกเบี้ยรายเดือนอย่างต่ำก็ประมาณ 8,000 บาท คงดูไม่จืดเท่าไหร่ เงิน 8,000 บาทจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของทุกๆเดือน เป็นภาระที่ตามมา ทางที่ดีภาระหนี้ไม่ควรเกิน 35% ของรายได้ต่อเดือนด้วยซ้ำ

          อยากจะขับรถคันงามๆ แต่มีหนี้สินวิ่งตามมาติดๆ เงินเดือนที่มีก็ใช้จ่ายไม่พอ… ถ้าจะต้องเป็นแบบนี้ อย่าซื้อรถเลยดีกว่า เราควรจะแฮปปี้ที่จะได้ใช้ได้ประโยชน์จากมัน ไม่ใช่ว่านั่งทุกข์ใจ ในขณะที่มือกำพวงมาลัยอยู่

3. รู้จักค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะตามมาภายหลังการซื้อรถ

          นอกจากภาระค่าผ่อนรถแล้ว ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอีกหลายตัว ที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจะตามมาทันทีที่เราตัดสินใจซื้อรถ เรียกได้ว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่หลายคนมักจะมองข้ามกัน งั้นมาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่บอกมีอะไรเท่าไหร่บ้าง

          “ค่าน้ำมัน” มีรถขับทั้งทีใช้ให้คุ้ม ขับวนไป อย่างถูกๆก็เดือนละ 3,000 บาท
“ประกันภัยชั้นหนึ่ง” ซื้อมาแพง ต้องได้รับความคุ้มครองดีๆสิ ปีละ 20,000 บาท (1,700 บ./เดือน) “พรบ. และภาษีรถยนต์” เสียทุกปี ปีละ 2,500 บาท (200 บ./เดือน)
“เช็คระยะ ถ่ายน้ำมันเครื่อง” ขึ้นอยู่กับระยะทางและรถ ประมาณปีละ 3,000 บาท (250 บ./เดือน) คร่าวๆแล้วก็ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน รวมกับค่าผ่อนรถข้างต้นอีก 8,000 บาทต่อเดือน ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของน้องรถ 13,000 บาทต่อเดือน ถ้าได้เงินเดือน 20,000 บาท จะเหลือเงิน 7,000 ต่อเดือนเอาไว้ใช้กินอยู่ นี่ยังไม่รวม ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าเปลี่ยนยาง ค่าเข้าสังคมที่จะตามมาอีก ยิ่งรถที่มี สมรรถนะที่สูง ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงขึ้นตาม แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บออม?
จุกกันไปเลย! สำหรับบางคนที่อยากจะรวย แต่ก็อยากมีรถไปพร้อมๆกัน

4. รู้จักค่าเสื่อมราคาของรถยนต์

          รถยนต์เป็น “สินทรัพย์” ที่อยู่เป็นเพื่อนร่วมทางของเรานานกว่า 1 ปี เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะทรุดโทรมลงตามสภาพการใช้งาน ยิ่งมีรุ่นใหม่ๆออกมา มูลค่าของรถคันเก่าก็มีแต่จะน้อยลงๆทุกที ซึ่งสิ่งนี้จะกลายมาเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นและไม่ค่อยมีใครรู้จัก เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา-รถยนต์”

ค่าเสื่อมราคาสามารถคำนวณออกมาง่ายๆ เป็นค่าใช้จ่ายรายปีได้ด้วยวิธีนี้

          สมมุติซื้อรถยนต์ราคา 750,000 บาท อายุการใช้งาน 10 ปี มีราคาขายในอนาคต 150,000 บาท ค่าเสื่อมราคาจะเท่ากับ (750,000-150,000)/10 = 60,000 บาทต่อปี เท่ากับว่าเมื่อเราขับรถไปเดือนนึง มูลค่าของมันจะลดลง 5,000 บาท

5. รู้วิธีและทางเลือกในการซื้อรถ

          หลังจากที่ตระเวนดูรถจากหลายๆที่ หนี้แห่งความสุขก็กำลังจะเกิด ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อรถแน่ๆ เรื่องที่ต้องคิดต่อก็คือ จะซื้อรถด้วยวิธีไหนดี? เชื่อเถอะว่ามนุษย์เงินเดือนร้อยละ 85 ที่ซื้อรถด้วยเงินน้ำพักน้ำแรงจะใช้วิธีผ่อนเอา แล้วจะผ่อนแบบไหน แต่ละคนก็จะมีทางเลือกต่างกันไป

          ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อรถนั้นจะคิดด้วยวิธี Flat Rate โดยคิดจากมูลค่าของเงินกู้ก้อนแรกเสมอ สมมุติ ซื้อรถ 750,000 บาท วางดาวน์ไปแแล้ว 250,000 บาท ต้องกู้เพิ่ม 500,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี (5 งวด)

         เท่ากับว่าต้องเสียดอกเบี้ย 500,000 x 5% = 25,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยของ 5 ปี ก็ 125,000 บาท เท่ากับว่าเป็นหนี้ธนาคาร 625,000 บาท คิดเป็นรายปี ก็ต้องจ่ายหนี้ปีละ 125,000 บาท เดือนละ 10,000 กว่าบาท

          พิจารณาสถาบันการเงินเพื่อกู้เงิน และดูทางเลือกที่ดีที่สุด วางเงินดาวน์สูงๆ ผ่อนหนักๆ จะใช้เวลาน้อยกว่า และได้ดอกเบี้ยที่ไม่มาก แต่สำหรับคนที่มีเงินน้อย แต่อยากจะมีรถซักคันไว้ขับ อาจจะเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองคือ ดาวน์ต่ำ ผ่อนเบาๆ ไปยาวๆ แบบนี้จะเสียดอกเบี้ยเยอะกว่า แต่กระแสเงินสดก็คล่องขึ้น

          ถ้าจะซื้อรถซักคัน ลองพิจารณาปัจจัย 5 ข้อที่บอกไว้ข้างต้นให้ดีก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูว่ารถมี “ความจำเป็น” กับตัวเรามากน้อยแค่ไหน วางแผนค่าใช้จ่ายและพิจารณาความสามารถของตัวเองให้เหมาะสม รู้แล้วจะได้ไม่เจ็บตัวกัน ถ้าตัดสินได้แล้วก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่บอกไว้ได้เลย แต่ถ้าคิดๆดูแล้วรถยังไม่จำเป็นเท่าที่ควร เก็บเงินไว้แล้วเอามาลงทุนให้งอกเงยกันดีกว่า ถึงเวลาจำเป็นค่อยซื้อรถก็ยังได้!

ที่มา  :  
www.krungsri.com

 
 
 



































 
 
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :